ลิ้นจี่ สัญลักษณ์แห่งความมงคลในวัฒนธรรมจีน

ลิ้นจี่ มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน เช่น มณฑลกวางตุ้งและฟู่เจี้ยน บันทึกทางประวัติศาสตร์เริ่มกล่าวถึงลิ้นจี่ตั้งแต่สมัย ราชวงศ์ฮั่น โดยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ทรงโปรดปรานลิ้นจี่มากถึงขั้นสั่งให้ย้ายต้นลิ้นจี่จากทางใต้มาปลูกในพระราชวัง ณ เมืองฉางอาน

ลิ้นจี่ พันธุ์สนมยิ้ม โศกนาฎกรรมความรักของหยางกุ้ยเฟย

เรื่องราวที่ทำให้ลิ้นจี่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์จีนเกิดขึ้นในสมัย ราชวงศ์ถัง กับตำนานความรักของ จักรพรรดิถังเสวียนจง และ หยางกุ้ยเฟย

หยางกุ้ยเฟยชื่นชอบการรับประทานลิ้นจี่สดเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่เน่าเสียง่าย หากเด็ดจากต้นเกิน 3 วัน กลิ่นและรสชาติจะเปลี่ยนไป จักรพรรดิถังเสวียนจงจึงสั่งจัดตั้ง “ม้าเร็วขนส่ง” ควบม้าผลัดเปลี่ยนเวรตลอดวันตลอดคืนจากตอนใต้ ข้ามภูเขาสูงนับพันกิโลเมตรเพื่อนำลิ้นจี่สดมาส่งให้ถึงมือหยางกุ้ยเฟยภายในเวลาไม่กี่วัน

การขนส่งลิ้นจี่ในยุคนั้นใช้ทรัพยากรและแรงงานมหาศาล จนกลายเป็นบทเรียนสะท้อนถึงความฟุ่มเฟือยของราชสำนักในยุคนั้น และทำให้ลิ้นจี่สายพันธุ์หนึ่งได้ชื่อว่า 妃子笑 เฟยจื่อเซี่ยว หรือ “พันธุ์สนมยิ้ม” ซึ่งยังคงเป็นสายพันธุ์ลิ้นจี่ยอดนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

ความหมายมงคลของลิ้นจี่ ในวัฒนธรรมจีน

คำว่า ลิ้นจี่ – ลี่จือ 荔枝 ออกเสียงคล้ายกับคำว่า 利 ลี่ ที่แปลว่า กำไร โชคลาภ หรือความราบรื่น และ 吉 จี๋ ที่แปลว่า สิริมงคล

ภาพวาดมงคลโบราณมักวาดรูป ลิ้นจี่คู่กับเด็กทารก หรือสลักเป็นลวดลายเครื่องสโมสร เพื่อเป็นคำอวยพรให้ มีลูกมาก และ ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย

สีแดงสดของเปลือกลิ้นจี่ถือเป็นสีมงคลของคนจีน ทำให้ลิ้นจี่กลายเป็นผลไม้ที่นิยมนำมามอบเป็นของขวัญในงานมงคล งานอวยพรผู้ใหญ่ หรือพิธีการสำคัญ