บทกลอน เมื่อฝนฤดูใบไม้ผลิเริ่มซาที่เมืองหลินอัน ​《临安春雨初霁》โดย ลู่โหยว 陆游 ดอกซิ่ง ดอกไม้ประจำเดือน 2 จีน

บทกลอน เมื่อฝนฤดูใบไม้ผลิเริ่มซาที่เมืองหลินอัน ​《临安春雨初霁》โดย ลู่โหยว 陆游 ดอกซิ่ง ดอกไม้ประจำเดือน 2 จีน

บทกวี ของลู่โย่ว นี้ เขียนขึ้นในปีชุนซีปีที่สิบสาม (ค.ศ. 1186) ในเวลานั้น เขามีอายุหกสิบสองปีและใช้ชีวิตอย่างสันโดษในบ้านเกิดของเขาที่ ซานหยิน (ปัจจุบันคือเส้าซิง มณฑลเจ้อเจียง) พลังและความเย่อหยิ่งในวัยหนุ่มของเขาได้หายไปตามกาลเวลา แม้ว่าความทะเยอทะยานที่จะฟื้นฟูที่ราบภาคกลางจะไม่ลดลง แต่เขาก็เริ่มตระหนักถึงความอ่อนแอและความมืดมนของราชสำนักซ่งใต้มากขึ้น

ในฤดูใบไม้ผลิของปีนั้น ลู่โย่วได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาเป็นเจ้าเมืองเหยียนโจวอีกครั้ง

ก่อนเข้ารับตำแหน่ง เขาได้ไปที่หลินอัน (ปัจจุบันคือหางโจว มณฑลเจ้อเจียง) เพื่อถวายความเคารพต่อจักรพรรดิ เขาพักอยู่ในที่พักริมทะเลสาบซีหูและรอเข้าเฝ้า ด้วยความเบื่อหน่าย เขาจึงเขียนบทกวีนี้ขึ้น

​临安春雨初霁 -陆游

世味年来薄似纱,谁令骑马客京华?
小楼一夜听春雨,深巷明朝卖杏花。
矮纸斜行闲作草,晴窗细乳戏分茶。
素衣莫起风尘叹,犹及清明可到家。

รสชาติแห่งโลก หลายปีมานี้ ช่างบางเบาราวกับผ้าโปร่ง
​ใครกันเล่าที่บังคับให้ข้าต้องขี่ม้า เดินทางมาเป็นแขกพำนักอยู่ที่เมืองหลวง แห่งนี้?

บนหอเล็กๆ ข้านอนฟังเสียงฝนฤดูใบไม้ผลิ ตลอดทั้งคืน
​รุ่งสาง (ในความเงียบสงัด) มีเสียงร้องขายดอกซิ่ง ดังมาจากตรอกลึก

บนกระดาษแผ่นสั้น ข้าบรรจงเขียนอักษรหวัดเล่นๆ อย่างไม่รีบร้อน
​ที่หน้าต่างอันแจ่มใส ข้าชมฟองชาสีขาวละเอียดและสนุกกับการวาดลวดลายบนถ้วยชา

เสื้อผ้าสีเรียบ (ของข้า) อย่าได้ทอดถอนใจให้กับฝุ่นละอองของโลกภายนอกเลย
​เพราะยังเหลือเวลาอีกพอสมควรที่จะกลับไปถึงบ้าน (ที่ชนบท) ทันเทศกาลเช็งเม้ง

การตีความ

บทกวี 《临安春雨初霁》 ของ ลู่โหยว พรรณนาถึงความรู้สึกของปัญญาชนที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งในจิตใจ

โดยเริ่มต้นด้วยการตัดพ้อว่ารสชาติของลาภยศสรรเสริญในโลกใต้นี้นั้นช่างเบาบางและไร้แก่นสารราวกับผ้าโปร่ง พร้อมกับตั้งคำถามต่อโชคชะตาว่าเหตุใดเขาจึงต้องรอนแรมขี่ม้ามาเป็นแขกพำนักอยู่ที่เมืองหลวงอันวุ่นวายแห่งนี้

ท่ามกลางบรรยากาศเหงาจับใจบนหอพักเล็กๆ เขาใช้เวลาทั้งคืนเฝ้าฟังเสียงฝนฤดูใบไม้ผลิที่ตกกระทบหลังคา

จนกระทั่งรุ่งสางที่มีเสียงร้องขายดอกแอปริคอต (ดอกซิ่ง) แว่วมาจากตรอกลึก ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความงามตามธรรมชาติที่ยังคงดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์

เพื่อปลอบประโลมความอ้างว้าง ลู่โหยวเลือกที่จะจดจ่ออยู่กับสุนทรียภาพส่วนตัว ทั้งการฝึกเขียนอักษรหวัดบนกระดาษแผ่นสั้นอย่างไม่เร่งรีบ และการรื่นรมย์กับศิลปะการชงชาหน้าหน้าต่างที่แสงแดดเริ่มสาดส่อง โดยการตีฟองชาสีขาวละเอียดให้เกิดลวดลายสวยงาม

ในท้ายที่สุดเขาได้ปลอบโยนตนเองว่า อย่าให้ “ฝุ่นละออง” หรือความแปดเปื้อนของโลกภายนอกมาทำให้ใจต้องทอดถอนใจเสียความตั้งใจเดิม เพราะเขายังคงมีความหวังที่จะได้ละทิ้งความวุ่นวายนี้เพื่อเดินทางกลับไปสู่ความสงบสุขที่บ้านเกิดได้ทันในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง

เกร็ดเพิ่มเติม

บทกวีนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “ดอกซิ่ง” แต่ยังมีสองวรรคที่พูดถึงชีวิตของปัญญาชนในสมัยราชวงศ์ซ่ง คือ

การเขียนพู่กัน 矮纸斜行闲作草 ด้วยตัวอักษรหวัด (草书) บนกระดาษแผ่นเล็ก

การแสดงศิลปะการชงชา จากประโยคที่ว่า 晴窗细乳戏分茶 โดยการเฟินฉา 分茶 คือ การใช้ไม้พายตีฟองชาให้เกิดเป็นลวดลาย (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Latte Art ในปัจจุบัน)